วัดคิโยมิซึเดระ – วัดน้ำใส (Kiyomizu-dera Temple)

วัดคิโยมิซึเดระ (Kiyomizu-dera Temple) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ วัดน้ำใส เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโตวัดหนึ่ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของเกียวโต วัดคิโยมึซึเดระ นี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์เกียวโตโบราณ และยังได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลก จาก UNESCO อีกด้วย

ประตู วัดคิโยมิซึเดระ

ประตู วัดคิโยมิซึเดระ

ประวัติ

วัดคิโยมิซึเดระ ได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นยุคเฮอัน ประมาณปี ค.ศ. 798 สิ่งก่อสร้างที่เราได้เห็นอยู่ทุกวันนี้ ล้วนสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1633 ตามคำสั่งของ โตกุกาว่า เอมิซึ (Tokugawa Iemitsu) สิ่งก่อสร้างทั้งหมดไม่ได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียวในการก่อสร้าง วัดนี้ตั้งชื่อตามน้ำตกในบริเวณวัด แปลตรงตัวจากคำว่า คิโยมิซึ แปลว่า น้ำใส

ตรงห้องโถงกลางมีระเบียงขนาดใหญ่ที่รองรับด้วยเสาไม้ขนาดใหญ่เช่นกัน จากระเบียงที่ยื่นออกมาจากหุบเขาทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองได้อย่างสวยงาม การสร้างระเบียงขนาดใหญ่นี้เป็นรูปแบบการสร้างที่นิยมในช่วงยุค เอโดะ เพื่อรองรับกับนักเดินทางที่หลั่งไหลเข้ามา

สมัยเอโดะมีวลียอดฮิตของญี่ปุ่น “โดดระเบียงที่คิโยมิซึ” (to jump off the stage at Kiyomizu) ซึ่งเทียบเท่ากับสำนวนอังกฤษว่า “การตัดสินใจกระทันหัน” (to take the plunge) วลีนี้อ้างอิงมาจากการกระทำจริงในสมัขเอโดะ ถ้าใครโดดจากระเบียงสูง 13 เมตรที่วัดคิโยมิซึ แล้วรอดมาได้ ความปารถนาจะเป็นจริง จากสถิติที่เคยบันทึกไว้ 234 ครั้งในยุคเอโดะ พบว่า 85.4% รอดชีวิตจากการโดดครั้งนี้ แต่ในปัจจุบันนี้ ห้ามทดลองโดดอีกแล้ว

ใต้ห้องโถงของ วัดคิโยมิซึเดระ มีน้ำตกสามสายไหลลงมาที่สระน้ำ น้ำในสระที่ว่าก็คือ น้ำใส ที่เชื่อกันว่า ดื่มไปแล้วจะทำให้สมหวังในสิ่งที่ปารถนาไว้

ในบริเวณวัดยังประกอบไปด้วยศาลเจ้าต่างๆมากมายเช่น ศาลเจ้าจินชู (Jinshu Shrine) ที่สร้างไว้สำหรับบูชาเทพเจ้าแห่งคู่และความรัก ในศาลเจ้านี้จะมีหินแห่งความรักคู่หนึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 6 เมตร 20 ฟุต ถ้าคนไม่มีคู่ สามารถหลับตาเดินจากหินก้อนหนึ่ง ไปยังหินอีกก้อนหนึ่งได้ ก็จะเจอคู่แท้ คู่รักบางคู่ก็มาด้วยกันแล้วก็มีการบอกทางกันระหว่างที่อีกคนปิดตาก็มี เพื่อความรักที่ราบรื่นมากขึ้น

และในปี 2007 วัดคิโยมิซึเดระ ก็ได้เข้ารอบ 21 สถานที่สุดท้ายที่ได้คัดเลือกเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

บรรยากาศ

วัดคิโยมิซึเดระ

วัดคิโยมิซึเดระ

ทางเดินที่จะไป วัดคิโยมิซึเดระ มีแผ่นหินโบราณปูเรียงรายกันขึ้นไป ร้านค้าในละแวกนั้นก็รักษาบรรยากาศเมืองหลวงเก่าได้เป็นอย่างดี ร้านค้ามีขายของที่ระลึกมากมายให้เลือชมกัน พอถึงบริเวณทางเข้าวัดก็จะซุ้มประตู สีแดงสด (ออกส้ม) ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นทางเข้า พอเดินเข้ามาอีกระยะก็จะเป็นทางเข้าวัดจริง วัดคิโยมิซึเดระ จะอยู่ริมหุบเขา ถ้าอยากถ่ายภาพที่มุมยอดฮิต มุมที่เห็นระเบียงและเสาค้ำระเบียง ที่ว่ากันว่าไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ต้องเดินเลยบริเวณที่เป็นห้องโถง และระเบียงออกมาอีกหน่อยให้ถึงทางเดินฝั่งตรงข้ามจึงจะถ่ายได้

ข้อควรรู้

ค่าเข้าชมห้องด้านใน 300 เยน

การเดินทาง

สายรถเมลล์ที่ผ่านมี 100,202,206,207 นั่งมาลงที่ป้าย Kiyomizu-Michi แล้วเดินเข้าไปตามทางที่ปูด้วยหินจะเจอร้านค้ามากมายอยู่สองข้างทาง และปลายทางจะเป็นทางเข้าวัด

วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple)

วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple) เป็นวัดพุทธศาสนาวัดใหญ่ในเมืองเกียวโต วัดนี้ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO และเป็นที่ที่จักรพรรดิ์ยูดะ (Emperror Uda)ได้ทรงมาผนวช วัดนี้ได้เป็นศูนย์กลางของลัทธิโอมูระ ชินกอน(Omura Shingon) ในพุทธศาสนาอีกด้วย

ประวัติ

วัดนินนาจิถูกก่อตั้งขึ้นมาในช่วงสมัยเฮอันเริ่มแรก ประมาณปี 886 จักรพรรดิ์โคโค (Emperor Koko) ได้สั่งให้สร้างวัดชื่อ นิชิยามะ โกกันจิ (Nishiyama Goganji) ขึ้นมา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและเป็นการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธศาสนา แต่ว่าจักรพรรดิ์โคโคได้เสียชีวิตก่อนที่วัดนี้จะสร้างเสร็จ

ต่อมาจักรพรรดิ์ยูดะ ได้มาสานต่อการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี 888 และตั้งชื่อใหม่ให้วัดว่านินนา (Ninna)  ช่วงปลายรัชกาลของจักรพรรดิ์โคโค ช่วงปี 888 – 1869 เป็นช่วงที่มีประเพณีที่จะส่งบุตรชายของตนไปออกผนวชที่วัดหลวงและเป็นเจ้าอาวาสวัดในขณะที่ตำแหน่งว่าง

หลังจากที่จักรพรรดิ์ยูดะ สละราชสมบัติ ท่านก็มาเป็นพระที่มาจากเชื้อพระวงศ์คนแรกของวัดนินนาจิ จากตอนนั้นจนถึงช่วงสุดท้ายของสมัยเอโดะ วัดก็ถูกมองว่าเป็นที่่สืบทอดของเจ้าอาวาสที่เป็นสายเลือดของจักรพรรดิ์

ในช่วงปี 1467 วัดได้ถูกเผาทำลายจากเหตุการณ์สงครามโอนิน (Onin War) และวัดได้ถูกสร้าวขึ้นมาใหม่ในช่วง 150 ปีต่อมา คาคุชิน โฮชิโนะ (Kakushin Hoshino) ลูกชายคนโตของจักรพรรดิ์โกโยเซ (Emperor Go-Yozei)  ได้ขอความช่วยเหลือจากโตกุกาวะ อิมิซึ (Tokugawa Iemitsu) โชกุนคนที่สามของตระกูลโตกุกาวะ ให้บูรณะพระราชวังทั้งหลายในเกียวโต และได้รับการสนับสนุนจากเชื้อพระวงศ์ในการนี้

ประเพณีที่ส่งลูกชายมาออกผนวชของเชื้อพระวงศ์ได้สิ้นสุดลงที่ เจ้าอาวาสคนที่ 30 จูนนิน โฮชินโนะ (Junnn Hoshinno) ในช่วงท้ายยุคเอโดะ

อาคารสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอดมาจากช่วงศตวรรษที่ 17 ก็ได้แก่ เจดีย์ 5 ชั้น สวนเชอรี่แคระ และตัววัดก็ยังมีลวดลายบนกำแพงและสวนให้เห็นกันอยู่ทั่วไป

บรรยากาศ

ในวัดนินนาจิเอง มีสิ่งปลูกสร้างมากมายหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่เจย์ดีย์ห้าชั้น พระอุโบสทที่สวยงาม หอระฆังที่ได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี และชินเดน (Shinden)  ห้องรับรองที่ประดับด้วยลวดลายต่างๆ และ ที่พลาดไม่ได้คือสวนทั้งทางทิศเหนือและทางทิศใต้ ที่ออกแบบให้สอดรับกับคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี

ข้อควรรู้

  • บริเวณวัดไม่เสียค่าเข้าชม
  • ค่าเข้าชมสวนซากุระ 500 เยน
  • ค่าเข้าชมวัง 500 เยน

การเดินทาง

นั่งรถประจำทาง สาย 10 26 หรือ สาย 59 (สาย 59 ผ่านบริเวณวัดคินคะคุจิ) หรือเดินมาจากวัดคินคะคุจิใช้เวลา 20 นาที

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine)

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine) เป็นศาลเจ้าชื่อดัง ที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกียวโตทุกคนต่างเดินทางมาดูโทริอิ (Torii) หรือประตูศาลเจ้าที่เรียงต่อทอดยาว จากตีนเขาไปถึงยอดเขาสูงถึง 233 เมตร ประตูโทริที่เรียงรายกันเป็นอุโมงสีแดงนี้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ประตูศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ

ประตูศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ

ประวัติ

ปี 965 ช่วงต้นสมัยเฮอัน จักรพรรดิ์มุราคามิ ได้บัญชาให้คนนำส่งสารนำส่งข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆให้กับเทพเจ้าของญี่ปุ่น ข้อความเหล่านี้เริ่มแรกมีอยู่ใน 16 ศาลเจ้าของญี่ปุ่น รวมทั้งที่ศาลเจ้าอินาริด้วย สัญลักษณ์ของผู้นำศาลที่อินาริก็คือสุนัขจิ้งจอก ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งธัญพืช ในศาสนาชินโต

ต่อมาในปี 1589 โตโยมิ ฮิเดโยชิ (Toyomi Hideyoshi) ได้บริจาคประตูโทริอิ ขนาดใหญ่ วางไว้ที่ด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ

บริษัทต่างๆของญี่ปุ่นนิยมบริจาคโทริกันเพื่อความเป็นสิริมงคล  จึงทำให้มีประตูโทริอิมากมาย เรียงรายจนถึงยอดเขา

และตั้งแต่ปี 1871 – 1946 ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ได้ถูกกำหนดให้เป็นศาลเจ้าที่เป็นลับดับขั้นที่ 1 (First Rank) ในศาสนาชินโต และเป็นศาลเจ้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

บรรยากาศ

ศาลเจ้าแห่งนี้บูรณะค่อนข้างดี ทุกครั้งที่ไปเยือนสีแดงออกส้มของประตูโทริยังเป็นเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน รูปปั้นสุนัขจิ้งจอกที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งธัญพืชถูกสร้างไว้ตั้งแต่ประตูทางเข้า และขึ้นไปเรื่อยจนถึงประตูแรกของโทริ เส้นทางโทริที่ยาวสุดลูกหูลูกตากลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เมื่อเดินตามอุโมงค์โทริอิ ไปได้สักพักก็จะเจอทางแยกของประตูโทริที่กั้นด้วยประตูใหญ่แล้วแยกย่อยเป็นประตูเล็กออกมาอีกทีหนึ่ง พอเดินไปได้ครึ่งทางก็จะพบกับจุดชมวิวยทสุซึจิ เป็นจุดที่มองเห็นเกียวโตและภูเขาที่ล้อมรอบเกียวโตเอาไว้

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ

ข้อควรรู้

การเดินไปกลับตลอดอุโมงค์โทริอิ ใช้เวลาประมาณ 2 -3  ชั่วโมง

เดินทางจนถึงจุดชมวิวยทสุซึจิ  (Yotsutsuji) ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที และเดินทางกลับอีก 30 นาที

ไม่มีค่าเข้าชมสถานที่

การเดินทาง

สามารถนั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี อินาริ (Inari) ได้เลย แล้วเดินเข้าไปที่ศาลเจ้าไม่ไกล

เทพเจ้าจิ้งจอก แห่งฟูชิมิ อินาริ

เทพเจ้าจิ้งจอก แห่งฟูชิมิ อินาริ